วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552
การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างจะเป็นไปได้ในอนาคตและมีความชัดเจน
1.การปฏิบัติการ(Operations)ในสำนักงานคือ การบริหารและการอำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2.วัตถุประสงค์ที่สามารถวัดได้(Measurable objectives) คือ ความถูกต้องรวดเร็วและสร้างความพึงพอใจแก่บุคคลที่มาใช้บริการ
3.ลดขั้นตอนในการทำงานที่ไม่จำเป็นให้สั้นลงและปรับปรุงเวลาให้แหมาะสม
4.กำหนดการประสานงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล การตัดสินใจและกระบวนการทำงาน ให้เป็นระบบเดียวกันแก่บริษัทในเครือ
5.ใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือการบริหารงานทุกระดับและสามารถใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศติดต่อกันได้ทั่วโลก
6.การเจาะกลุ่มบริการที่มีการเน้นกลุ่มลูกค้าเป็นสำคัญว่าควรเน้นกลุ่มไหนทั้งรายย่อยและรายใหญ่
7.การตอบคำถามทางโทรศัพท์สามารถให้บริการข้อมูลได้ครบถ้วน ณ จุดเดียว(One stop service center)
8.จัดสำนักงานให้เป็นสำนักงานอัจฉริยะ(Intelligent building)และเป็นสำนักงานไร้กระดาษ
9.วิธีการทำงานต้องเร็วใช้เวลาน้อย มีการประสานการทำงานของคนและธุรกิจให้เข้ากับเทคโนโลยี
10.เปลี่ยนแปลงระบบการรายงานทางการเงินการเขียนข้อเสนองานและสสัญญาตลอดจนการติดต่อกับผู้ผลิต อุปกรณ์ผุ้จัดส่งของ ผู้ติดตั้งอุปกรณ์และการเรียกเก็บเงิน
11.การบริการไม่ใช่มองต้นทุนและราคา แต่ควรเป็นนวัตกรรรมด้านบริหารที่มีคุณภาพ (Quality service innovation) จึงต้องสร้างมูลค่า (Value creation)ให้เพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
12.องค์การที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีโครงสร้างที่คล่องตัว เน้นการมีส่วนร่วมในการทำงานของทุกระดับเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแสดงบทบาททางความคิดและความสามารถเต็มที่
13.การจูงใจบุคลากรที่มีความสามารถสูงโดยการให้อัตราเงินเดือนที่สูงมากกว่าการเน้นไปที่สวัสดิการ
14.ควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมเพียงพอให้องค์กรดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
15.การกำหนดขั้นตอนการทำงานจะเน้นการประชุม ปรึกษาหารือมากกว่าการติดต่อสื่อสารเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งจะช้ากว่า
16.กำหนดหน้าที่งานสำหรับพนักงานทุกคน (Job Description) ฝึกอบรมพนักงานทุกระดับเพื่อฝึกให้เป็นมืออาชีพหรือมีจิตวิญญาณเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)
17.สรรหาบุคลากรที่เป็นคนดี มีความสามารถและพยายามพัฒนาเขาจนมีความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ และพยายามรักษาบุคลากรนั้นให้นานที่สุด
18.การแข่งขันจะต้องมีการปรับปรุงกลยุทธ์และระบบการบริหารภายใน ให้ดีเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
19.การบริการต้องทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งการให้บริการที่ดีได้ต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย
20.เปลียนจากยุคข้อมูลสารสนเทศ (Information age)เป็นยุคการสื่อสารที่สมบูรณ์(Communication age)
21.เปลี่ยนแนวความคิดที่ว่าเทคโนโลยีคือต้นทุนอย่างหนึ่ง(Cost)มายอมรับว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือการบริหารให้คอมพิวเตอร์เป็นข้อมูลพื้นฐานในการบริหารที่จะนำมาใช้ในการบริหารงานและสร้างระบบเครือข่ายสำหรับการจัดการ(Management network)และเครือข่ายสำหรับลูกค้า(Customer network)
22.การเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์(Vision)ที่กว้างไกลและสามารถทำงานร่วมกับบุคคลได้ทุกระดับทุกฝ่าย
23.การดำเนินแผนกลยุทธ์จะใช้การรีเอ็นจิเนียริ่งเป็นแนวทางนำไปสู่ความสำเร็จ
นอกจากแนวทางของวิสัยทัศน์ (Vision) ที่กำหนดในส่วนของสำนักงานแล้วผู้บริหารอาจกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ในส่วนภายนอกอย่างอื่นๆที่เข้ามาสนับสนุนของสำนักงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนี้
1.ธุรกิจในอนาคตเป็นการแข่งขันที่รุนแรงด้วยการแย่งชิงตลาดและแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถถือเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ(key success)รวมทั้งเป็นการรุกเข้าไปยึดตลาดใหม่ๆ มีมากขึ้น
2.การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากับผู้ขาย โดยตั้งพื้นฐานของความเชื่อใจกันและกัน
3.พนักงาน ผู้รับเหมา ผู้ขายและลูกค้าจะเป็นผู้ฝักใฝ่และแสวงหาข้อมูลและความรู้ตลอดเวลา
4.ผู้บริหารองค์กรจะต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนกระบวนการโดยอยู่เบื้องหลังการบังคับบัญชา
5.ผู้บริหารสูงสุด (Chif Executive Officer-C.E.O.) ต้องยอมลดระดับการควบคุม แต่ยังคงถือคำสั่งการบังคับบัญชาอยู่
6.วัฒนธรรมขององค์กรอาจมีพฤติกรรมในการทำงานและเป้าหมายขององค์กรซึ่งแตกต่างกันจะมีวิธีการบัญชาอยู่
7.นำองค์กรไปสู่การแข่งขันระบบภายนอกเพื่อเข้าสู่ธุรกิจระดับโลก เอาตลาดโลกมาเป็นตลาดของเรา
8.การรักษาภาพพจน์ที่ดีขององค์การไว้ เช่น มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า งานในองค์กร สังคมและสภาวะแวดล้อม
9.การสร้างแผนการกระจายเครือข่ายงานในแบบให้มืออาชีพเข้ามาช่วยและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในองค์กรให้เกิดขึ้นมากที่สุด
10.การดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมกับเวลาและพยายามมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
11.การดำเนินการในธุรกิจจะพยายามเข้าไปดำเนินการในธุรกิจด้านอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกัน หรือในธุรกิจที่องค์กรมีศักยภาพสูง เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงของการแข่งกัน
12.ใช้แหล่งเงินทุนมาช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทั้งจากแหล่งภายในและภายนอกประเทศ
13.ฐานะการเงินที่มั่นคงจะไม่ใช่จุดสำคัญในการดำเนินธุรกิจ แต่องค์กรจะเติบโตและประสบความสำเร็จด้วยความ สามารถทางการบริหาร
ตัวอย่างของวิสัยทัศน์ ( Vision ) ที่กล่าวมาข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลง และปรับให้สอดคล้องกับภาวการณ์ในโลกของการแข่งขันไปเรื่อยๆทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ บุคคลที่มีอิสระทางความคิด ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล
แหล่งที่มา:เอกสารประกอบการเรียนวิชา โปรแกรมประยุกต์ด้านการจัดการสำนักงานอัตโนมัติ(Office Automation : OA)
วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
นาโนเทคโนโลยี
นาโนเทคโนโลยี ดูเหมือนจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ แต่จริงๆ แล้ว ได้มีผู้ที่มองเห็นความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีตัวนี้ตั้งแต่เมื่อ 40 ปี มาแล้ว โดยศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Feynman ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1965) ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 ว่า "สักวันหนึ่ง เราจะสามารถประกอบสิ่งต่างๆ ผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมด้วยความแม่นยำ และเท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ไม่มีกฎทางฟิสิกส์ใดๆ แม้แต่หลักแห่งความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle) ที่จะมาขัดขวางความเป็นไปได้นี้" ท่านยังได้กล่าวย้ำถึงเทคโนโลยีตัวนี้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นาโนเทคโนโลยี ถูกนิยามว่าเป็นเทคโนโลยีในการประกอบและผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอม หรือ โมเลกุล เข้าด้วยกันด้วยความแม่นยำ และถูกต้องในระดับนาโนเมตร เราอาจจะนิยามเทคโนโลยีที่อารยธรรมของมนุษย์ได้พัฒนาขึ้น เป็น 2 แบบคือเทคโนโลยีแบบหยาบ (Bulk Technology)
ซึ่งใช้จัดการกับสิ่งต่างๆ หรือ ผลิตสิ่งต่างๆ โดยอาศัยวิธีกล เช่นตัด กลึง บีบ อัด ต่อ งอ และอื่นๆ หรืออาจใช้วิธีทางเคมีโดยการผสมให้ทำปฏิกริยา โดยพยายามควบคุมสภาวะต่างๆ ให้เหมาะสม แล้วปล่อยให้สสารทำปฏิกริยากันเอง เทคโนโลยีแบบนี้สามารถใช้สร้างสิ่งเล็กๆได้ก็จริง แต่ก็ขาดความแม่นยำ และมีความบกพร่องสูง การนำเทคโนโลยีแบบหยาบไปสร้างสิ่งเล็กๆ เช่นไมโครชิพ เราเรียกว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีแบบบนลงล่าง (Top-Down Technology) ซึ่งมีขีดจำกัดสูง ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตไมโครชิพก็กำลังเผชิญปัญหาในการผลิตวงจรที่ระดับ 0.2-0.3 ไมครอนอยู่ แม้ว่าวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายจะภูมิใจกับความแม่นยำในระดับนี้ แต่ความเป็นจริงก็คือ ทรานซิสเตอร์ที่ผลิตได้ในระดับนี้ก็ยังมีจำนวนอะตอมอยู่ถึงระดับล้านล้านอะตอม เราจึงคงเรียกเทคโนโลยีในปัจจุบันของมนุษย์ แม้กระทั่งเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตคอมพิวเตอร์ซึ่งใครๆต่างเข้าใจว่าเป็นเทคโนโลยีไฮเทคนี้ว่า เทคโนโลยีแบบหยาบ
เทคโนโลยีระดับโมเลกุล (Molecular Technology)
ซึ่งจัดการกับสิ่งต่างๆ หรือผลิตสิ่งต่างๆ โดยการนำอะตอมหรือโมเลกุลมาจัดเรียง ณ ตำแหน่งที่ต้องการอย่างแม่นยำ สิ่งที่ผลิตขึ้นมาอาจเป็นสิ่งเล็กๆ หรือ เป็นสิ่งใหญ่ก็ได้ การนำเอาเทคโนโลยีระดับโมเลกุลไปสร้างสิ่งที่ใหญ่ขึ้นมา (เช่นพืชสร้างผนังเซลล์จากการนำเอาโมเลกุลน้ำตาลมาต่อกัน) นี้ว่าการใช้เทคโนโลยีแบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up Technology) เทคโนโลยีระดับโมเลกุลนี้เองที่เป็นนาโนเทคโนโลยี
หากเราเหลียวมองรอบๆ ตัวของเรา อุตสาหกรรมทั้งหลายในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีแบบหยาบทั้งสิ้น ในอดีตบรรพบุรุษของเราใช้การตัด งอ ดึง กลึง หลอม เพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ยุคหิน มายุคโลหะ แม้กระทั่งปัจจุบัน เรามีเครื่องจักรที่ซับซ้อนขึ้น มีความละเอียดมากขึ้น แต่เราก็ยังคงใช้วิธีทางกลแบบเดิมไม่ต่างกันเลย เพื่อผลิตสิ่งต่างๆ แพทย์เมื่อ 100 ปีก่อนใช้มีด เพื่อผ่าตัด ปัจจุบันเรามีเลเซอร์ใช้ แต่สังเกตดีๆ ว่าเรายังไม่อาจหนีวิธีการเดิมๆคือ การตัดเอาเนื้อเยื่อออก แล้วปล่อยให้แผลรักษาตัวมันเองโดยธรรมชาติ ตลอดอารยธรรม 2 ล้านปีของมนุษย์เรายังคงวนเวียนอยู่กับเทคโนโลยีแบบหยาบตลอดเวลา
ริชาร์ด ฟายน์แมน (ค.ศ. 1918-1988) ผู้เปิดศักราชของนาโนเทคโนโลยีด้วยปาฐกถาเรื่อง There's plenty of room at the bottom เมื่อปี ค.ศ. 1959 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี ค.ศ. 1965 ฟายน์แมนเป็นบุคคลที่น่าทึ่งและน่าจดจำมากที่สุดคนหนึ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ด้วยบุคลิกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใส อยากรู้อยากเห็น จนกระทั่งกล้าที่จะมองการระเบิดของระเบิดปรมาณูที่ทดลองครั้งแรกด้วยตาเปล่า (เขาเป็นหนึ่งในทีมพัฒนา) ในวงการฟิสิกส์เขาเป็นครูที่ดีที่สุดที่โลกรู้จักฟิสิกส์ของอะตอม และ กลศาสตร์ควอนตัม
จุดหักเหของอารยธรรมของมนุษย์ และเป็นจุดที่จะเปลี่ยนเทคโนโลยีจากแบบเดิมคือหยาบไปสู่เทคโนโลยีระดับโมเลกุลนั้น เกิดขึ้นจากการค้นพบอะตอมและศาสตร์ที่อธิบายความเป็นอยู่ของสรรพสิ่งในระดับอะตอม หรือ กลศาสตร์ควอนตัมนั่นเอง ช่วงเวลาตลอด 50 ปีแห่งการพัฒนาทฤษฎีควอนตัมระหว่างปี ค.ศ. 1900-1950 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญแห่งประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นช่วงเวลาที่สร้างนักวิทยาศาสตร์มันสมองอัจฉริยะของโลกไว้มากมาย นับแต่ ไอน์สไตน์ บอร์ บอร์น ออพเปนไฮเมอร์ ดิแรก ชโรดิงเงอร์ โบลท์สมันน์ แมกซ์เวลล์ แพลงค์ ทอมสัน รัธเทอร์ฟอร์ด เพาลี เดอบอยล์ และ ไอเซนเบอร์ก แม้กระทั่งมาถึงคนรุ่นหลังอย่าง ฟายน์แมน และ โคห์น (รางวัลโนเบลสาขาเคมีควอนตัม ค.ศ. 1998 ร่วมกับ โพเพิล) ก็ถือเป็นผลพวงจากช่วงเวลาดังกล่าว บุคคลเหล่านี้ได้ทุ่มเทสติปัญญาตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อแสวงหาความเข้าใจความเป็นไปของสรรพสิ่งในระดับของอะตอม พัฒนาการในความเข้าใจในทฤษฎีดังกล่าว มาถึงจุดที่มนุษย์มีความสามารถในการทำนายที่ให้ผลแม่นยำสูง
พัฒนาการของนาโนเทคโนโลยีในปัจจุบัน

นาโนเทคโนโลยีในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็เป็นที่น่าดีใจที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างไต้หวัน และเกาหลีใต้ได้ให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีนี้มาก จึงทำให้สาขานี้ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยีในปัจจุบันพอจะสรุปออกเป็นสาขาย่อย ได้ดังต่อไปนี้
- Supramolecular Chemistry และ Self Assembly
- เครื่องมือจัดการกับอะตอม เช่น STM (Scanning Tunnelling Microscope) AFM (Atomic Force Microscope) SPM (Scanning Probe Microscope)
- Fullerene Nanotechnology
- วิศวกรรมโปรตีน DNA และการศึกษาจักรกลเชิงโมเลกุลที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ
- นาโนเทคโนโลยีเชิงคำนวณเพื่อการออกแบบจักรกลนาโน
บทสรุป
นาโนเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีในการประกอบและผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมหรือโมเลกุลเข้าด้วยกันด้วยความแม่นยำและถูกต้องในระดับนาโนเมตร ความรู้ทางกลศาสตร์ควอนตัมมิได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้ ทั้งยังกลับเป็นประโยชน์ในการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นอีกด้วย คำถามที่ว่าเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นหรือไม่จึงมีคำตอบแล้วว่าต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากแต่เมื่อไหร่เท่านั้น รูปแบบของนาโนเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะทำนาย เนื่องจากความที่เทคโนโลยีมีลักษณะของการพัฒนาคล้ายพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตคือมี Evolution อย่างไรก็ตามเราอาจจะยึดแนวทางของนาโนเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เป็นตัวนำทางเพื่อนำไปสู่นาโนเทคโนโลยีฝีมือมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนองความต้องการของเรา คือ ความกินดีอยู่ดี ในท้ายที่สุด

แหล่งที่มา :
http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/nano/nanotech1.htm
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551
เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล
เทคโนโลยีในปัจจุบันสร้างอุปกรณ์ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้หลายรูปแบบโดยแตกต่างกันออกไป ซึ่งมีอุปกรณ์มากมายหลายชนิด ตัวอย่างเช่น
ฮาร์ดดิสก์

แผ่นดีวีดี
ดีวีดี (DVD; Digital Versatile Disc) เป็นแผ่นข้อมูลแบบบันทึกด้วยแสง (optical disc) ที่ใช้บันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ โดยให้คุณภาพของภาพและเสียงที่ดี ดีวีดีถูกพัฒนามาใช้แทนซีดีรอม โดยใช้แผ่นที่มีขนาดเดียวกัน (เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร) แต่ว่าใช้การบันทึกข้อมูลที่แตกต่างกัน และความละเอียดในการบันทึกที่หนาแน่นกว่า

แผ่นซีดี

แผ่นซีดี ย่อมาจาก คอมแพ็กดิสก์ (compact disc) คือแผ่นออพติคอลเก็บข้อมูลดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งเดิมพัฒนาสำหรับเก็บเสียงดิจิทัล ซีดีคือมาตรฐานรูปแบบการบันทึกเสียงทางการค้าในปัจจุบัน
ภายในซีดีรอมจะแบ่งเป็นแทร็กและเซ็กเตอร์เหมือนกับแผ่นดิสก์ แต่เซ็กเตอร์ในซีดีรอมจะมีขนาดเท่ากัน ทุกเซ็กเตอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เมื่อไดรฟ์ซีดีรอมเริ่มทำงานมอเตอร์จะเริ่มหมุนด้วยความเร็ว หลายค่า
แฟลชได
รฟ์แฟลชไดรฟ์ หรือ ยูเอสบีไดรฟ์ (USB flash drive) เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูลโดยใช้หน่วยความจำแบบแฟลช ทำงานร่วมกับยูเอสบี 1.1 หรือ 2.0 มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ในปัจจุบัน แฟลชไดรฟ์มีความจุตั้งแต่ 1 GB ถึง 128GB โดยทั่วไปไดรฟ์จะทำงานได้ในหลายระบบปฏิบัติการซึ่งรวมถึง วินโดวส์ 98/ME/2000/XP/Vista แมคอินทอช ลินุกซ์ และยูนิกซ์
แฟลชไดรฟ์ รู้จักกันในชื่อต่างๆ รวมถึง "ทัมบ์ไดรฟ์" "คีย์ไดรฟ์" "จัมป์ไดรฟ์ และชื่อเรียกอื่น โดยขึ้นอยู่กับผู้ผลิต
ฟลอปปีดิสก์
แผ่นดิสก์แบบอ่อน หรือ ฟลอปปีดิสก์ (floppy disk) หรือที่นิยมเรียกว่า แผ่นดิสก์ หรือ ดิสเกตต์ (diskette) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูล ที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็ก โดยทั่วไปมีลักษณะบางกลมและบรรจุอยู่ในแผ่นพลาสติกสี่เหลี่ยม คอมพิวเตอร์สามารถอ่านและเขียนข้อมูลลงบนฟลอปปีดิสก์ ผ่านทางฟลอปปีดิสก์ไดร์ฟ (floppy disk drive) เป็นต้น

http://narit001.blogspot.com/2008/07/blog-post_26.html
http://th.wikipedia.org/wiki/ฮาร์ดดิสà¸à¹Œ
http://th.wikipedia.org/wiki/ดีวีดี
http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸œà¹ˆà¸™à¸‹à¸µà¸”ี
http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸Ÿà¸¥à¸Šà¹„ดรฟ์
http://th.wikipedia.org/wiki/ฟลà¸à¸›à¸›à¸µà¸”ิสà¸à¹Œ
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
อุปกรณ์สำนักงานที่เชื่อมต่อเป็นเครือข่าย
Mouse เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลอย่างหนึ่งแต่ที่เห็นการทำงาน โดยทั่วไปจะเป็นตัวที่ใช้ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรือเลื่อนวัตถุต่างๆ บนจอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 Pin, Serial Port และ PS/2 (Personal System Version2)
- แบบทางกล
- แบบใช้แสง
Ball Mouse มีชนิดที่เป็น Ball อยู่ในแนวตั้งและแนวนอน Mouse แบบ Ball การใช้งานต้องเลื่อน Mouse ยังแกนต่างๆบนหน้าจอเพื่อเลือก หรือยกเลิกโปรแกรมที่ทำงานอยู่ ต่อมาได้พัฒนา Mouse ให้มี wheel เพื่อให้สะดวกในการใช้งานกับ Windows ตั้งแต่เวอร์ชัน 95 เป็นต้นมา ซึ่งช่วยในการเลื่อนหน้าต่าง Window ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเลื่อน Mouse เพียงแต่ใช้นิ้วขยับไปที่ wheel ขึ้นลงเท่านั้น
Wireless Mouse เป็น Mouse ที่มีการทำงานเหมือน Mouse ทั่วไปเพียงแต่ไม่มีการใช้สายไฟต่อออกมาจากตัว Mouse ซึ่ง Mouse ชนิดนี้จะมีตัวรับและตัวส่งสัญญาณซึ่งทางด้านตัวรับสัญญาณอาจจะเป็นหัวต่อแบบ PS/2 หรือ แบบ USB ที่เรียกว่า Thumb USB receiver ซึ่งใช้ความถี่วิทยุอยู่ที่ 27MHz
Mouse สำหรับ Macintosh เป็น Mouse ที่ใช้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh ซึ่งเป็น Mouse ที่ไม่มี wheel และปุ่มคลิ๊ก ก็ มีเพียงปุ่มเดียวแต่สามารถใช้งาน ได้ครอบคลุมทุกหน้าที่การทำงาน ซึ่งทางบริษัท Apple ออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่อง Macintosh เท่านั้น
2. Mouse แบบใช้แสง อาศัยหลักการส่งแสงจาก Mouse ลงไปบนแผ่นรอง Mouse (mouse pad)

Optical Mouse เป็น Mouse ชนิดใช้แสงซึ่งปัจจุบัน บริษัทผู้ผลิต Mouse ชนิดนี้ได้เพิ่มให้มีความสวยงามต่างๆกันไป เช่น ใส่แสงให้กับ wheel หรือไม่ก็ออกแบบให้มีแสงสว่างทั้งตัว Mouse แต่หน้าที่การทำงานก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก Ball Mouse
แหล่งที่มา :
http://www.sglcomp.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=376114
วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ระบบปฏิบัติการสำนักงานอัตโนมัติ
ความหมาย
